วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เชื่อป้ะ? ความเร็วอินเตอร์เน็ทไทยสูงกว่าความเร็วเฉลี่ยทั้งโลก!!

ใครที่กำลังบ่นว่าเน็ทช้า! เน็ทอืด!! เน็ทเต่า!!! กรุณาอ่านทางนี้ก่อน 

ล้วคุณจะรู้ว่าอินเตอร์เน็ทประเทศไทยเราก็ไม่ได้ช้าอยู่ประเทศเดียวในจักรวาล…

จากงานวิจัยของ Asean DNA พบว่าความเร็วเฉลี่ยอินเตอร์เน็ทประเทศไทยอยู่ที่ 17.7 Mbps  

ซึ่งถือว่าเร็วเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน  และยังเร็วกว่าค่าเฉลี่ยความเร็วของอินเตอร์เน็ททั้งโลก  ซึ่งอยู่ที่ 17.5 Mbps อีกด้วย!



ผลการศึกษาดังกล่าวเก็บข้อมูลในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  โดยที่ค่าเฉลี่ยความเร็วของทั้งอาเซียนอยู่ที่ 12.4 Mbps  

ประเทศที่มีความเร็วอินเตอร์เน็ทสูงที่สุดในอาเซียนคือสิงคโปร์  โดยมีความเร็วสูงถึง 61.0 Mbps  

สูงกว่าสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเสียด้วยซ้ำ  ในขณะที่ฟิลิปปินส์ครองตำแหน่งรั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน  ด้วยความเร็ว 3.4 Mbps
หากดูจาก InfoGraphic ด้านบนก็จะพบว่าอินเตอร์เน็ทประเทศไทยก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมายนัก  

แต่อาจจะเป็นใจคนเรานี่แหละค่ะ  ที่ร้อนแรงเร็วเกินอินเตอร์เน็ทจนทนไม่ไหว อิอิ
อ้างอิงจากCoconutsBangkok

"โปรดอย่าไปยุ่งกับสุนัขนำทาง"


สุนัขนำทาง


"โปรดอย่าไปยุ่งกับสุนัขนำทาง"

สุนัขนำทาง หรือ สุนัขรับจ้าง คือ...

สุนัขที่ถูกฝึกเป็นพิเศษสำหรับนำทางให้แก่ผู้พิการทางสายตาหรือผู้ที่มีความผิดปกติอื่นๆ เราอาจเห็นพวกมันสงบนิ่งและตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจังจนคิดว่าพวกมันก็เป็นของมันอย่างนั้นตลอดเวลา

แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย สุนัขนำทางรู้ความแตกต่างระหว่างเวลางานกับเวลาที่ไม่ได้ทำงาน พวกมันถูกฝึกมาอย่างดีและรู้หน้าที่มาก มันรู้ว่าเมื่อที่จูงถูกผูกเข้ากับตัวมัน มันก็อยู่ในภารกิจและต้องทำอย่างดีที่สุด และเมื่อที่จูงนั้นถูกนำออกไป มันก็เป็นสุนัขธรรมดาตัวหนึ่งที่ขี้เล่นและซุกซน

สุนัขนำทางมีหน้าที่หลายอย่าง ทั้งคอยฟังเสียงต่างๆที่อาจเป็นอันตราย คาบสิ่งกัดขวางออกจากทางเดิน นำทางเจ้านายข้ามถนนและหลบหลีกสิ่งกีดขวางเพื่อไปยังสถานที่ต่างๆ รวมถึงปกป้องจากสุนัขจรจัดตัวอื่นๆ และสิ่งที่จะเข้ามาทำร้ายด้วย

สุนัขนำทางเป็นภาพที่น่าประทับใจ ใครเห็นก็ชื่นชมและอยากให้รางวัลพวกมัน แต่สิ่งที่เราไม่ควรทำเป็นอย่างมากคือการรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของมัน เช่น เข้าไปจับ ลูบคลำ ให้อาหาร หรือเล่นกับมันขณะที่มันกำลังนำทางให้เจ้าของ เพราะนั่นจะทำให้มันสับสนได้ 

เมื่อเห็นสุนัขนำทางมากับเจ้านายของมัน ควรถามเจ้าของก่อนเสมอว่าสามารถจับ ให้อาหาร หรือเล่นกับมันได้หรือไม่ และไม่ควรโกรธถ้าหากเขาบอกว่าไม่ได้ 

10 อันดับ โรคประหลาด ที่รู้แล้วต้องทึ่ง!

10 อันดับโรคประหลาดที่สุดในโลก

เดี๋ยวนี้โลกเรามีโรคประหลาดๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มาดูกันว่าโรคอะไรประหลาดสุดๆ
อันดับ 10 โรคโพรจีเรีย หรือ "โรคแก่ก่อนวัยอันควร"
เป็นโรคที่เกิดจากรหัสทางพันธุกรรมตัวหนึ่งบกพร่อง ทำให้ผู้ป่วยมีรูปร่างหน้าตาแก่กว่าอายุจริงมาก ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะอายุสั้น คือไม่เกิน 13 ปี มักเสียชีวิตจากสาเหตุหัวใจล้มเหลว หัวใจวาย อาการของผู้เป็นโรคคือ หัวล้าน กระดูกบาง มีรูปร่างเตี้ยแคระ มักเจ็บปวดตามข้อ แต่เมื่อแรกเกิดแล้วจะดูเหมือนกับเด็กปกติ

อันดับ 9 โรคมือเท้าช้างหรือ "เอเลแฟนต์เทียซิส"
โรคมือเท้าช้างหรือ "เอเลแฟนต์เทียซิส" เป็นโรคที่พบเห็นกันค่อนข้างบ่อย โดย เฉพาะในประเทศเขตร้อนที่มียุง เนื่องจากยุงเป็นพาหะของโรค โดยจะแพร่หนอนปรสิตวูชีเรเรียแบนครอฟตี หนอนปรสิตบรูเจียมาลายี หนอนปรสิตบี.ทิโมลี มายังคน ทำให้ไข่ของหนอนปรสิตเข้ามาในกระแสเลือดและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย มันอาจใช้เวลาฟักตัวนานหลายปี ที่เว็บไซต์ของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนระบุว่า โรคมือเท้าช้างเป็นโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิตัวกลมฟิลาเรีย มีลักษณะคล้ายเส้นด้ายอาศัยอยู่ในระบบน้ำเหลืองของคน โดยมียุงเป็นพาหะนำโรค อาการที่เห็นได้ชัดคือ ขา แขน หรืออวัยวะเพศบวมโตผิดปกติ เนื่องจากภาวะอุดตันของท่อน้ำเหลือง โรคเท้าช้างในประเทศไทยมี 2 ชนิด ชนิดแรกเกิดจากเชื้อบรูเจียมาลายี มักมีอาการแขนขาโต พบมากในบริเวณที่ราบทางฝั่งตะวันออกของภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจนถึงนราธิวาส โดยมี "ยุงลายเสือ" เป็นพาหะ ยุงชนิดนี้กัดกินเลือดของสัตว์และคน ชอบออกหากินเวลากลางคืน มีแหล่งเพาะพันธุ์ตามแอ่งหรือหนองน้ำที่มีวัชพืชและพืชน้ำต่างๆ เช่น จอก ผักตบชวา แพงพวยน้ำ หรือหญ้าปล้อง ชนิดที่สองเกิดจากเชื้อวูชีเรเรียแบนครอฟตี มักทำให้เกิดอาการบวมโตของอวัยวะสืบพันธุ์และแขนขา
พบมากในบริเวณภาคตะวันตกของประเทศไทย เช่น ที่อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก อำเภอละอุ่น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นต้น ยุงพาหะนำโรคเท้าช้างชนิดนี้ได้แก่ "ยุงลายป่า" เพาะพันธุ์ตามป่าไผ่ ในโพรงไม้ และกระบอกไม้ไผ่ ปัจจุบันพบว่าเชื้อโรคเท้าช้างชนิดวูชีเรเรียแบนครอฟตี สายพันธุ์ที่นำเข้าโดยผู้อพยพจากชายแดนไทย-พม่า มียุงพาหะหลายชนิดรวมทั้งยุงรำคาญ ซึ่งเป็นยุงบ้านที่พบได้ทั่วไป คนที่มีอาการมักจะเกิดจากการที่ถูกยุงที่มีเชื้อพยาธิเท้าช้างกัดซ้ำหลาย ครั้ง อาการในระยะแรก ผู้ป่วยอาจมีไข้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อมและท่อน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรืออัณฑะ เนื่องจากพยาธิตัวแก่ที่อยู่ในท่อน้ำเหลืองสร้างความระคายเคืองแก่เนื้อ เยื่อภายใน รวมทั้งมีการปล่อยสารพิษออกมาด้วย อาการอักเสบจะเป็นๆ หายๆ อยู่เช่นนี้ และจะกระตุ้นให้เกิดอาการบวมขึ้น หากเป็นนานหลายปีจะทำให้อวัยวะนั้นบวมโตอย่างถาวรและผิวหนังหนาแข็งขึ้นจนมี ลักษณะขรุขร

อันดับ 8 โรคเวอร์วูล์ฟซินโดรม ผู้ป่วยจะมีขนยาวรุงรังตามหน้าตา แขนขา
ทุก ส่วนของร่างกาย คาดว่าปัจจุบันมีผู้เป็นโรคประมาณ 50 คนจากทั่วโลก เช่น เด็กชายปรัชวิราช พาทิล ชาวอินเดีย ที่ต้องเจ็บปวดจากการล้อเลียนของเพื่อนๆ และสังคม ซึ่งครอบครัวพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือ ทั้งใช้เลเซอร์แบบแพทย์แผนปัจจุบัน ไปจนถึงการรักษาแบบทางเลือก อายุรเวช

อันดับ 7 โรคบลูสกิน หรือ "โรคผิวสีน้ำเงิน"
ผู้ เป็นโรคจะมีร่างกายเป็นสีน้ำเงิน ที่สหรัฐเมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว ครอบครัวของนายมาร์ติน ฟูเกต เด็กกำพร้าชาวฝรั่งเศส และเข้ามาตั้งรกรากอยู่บริเวณลำธารทร็อบเบิ้ลซัมครีก รัฐเคนตั๊กกี้ เมื่อค.ศ.1820 เป็นโรคนี้กันอย่างถ้วนหน้า เริ่มจากที่นายฟูเกตเองที่เป็นโรคอยู่แล้ว เมื่อเขาสมรสกับหญิงปกติ ลูก 4 ใน 7 คนเป็นโรคสีน้ำเงินเหมือนพ่อ ลูกหลานที่มาจากเชื้อสายนี้อีก 6 ชั่วคนยังเป็นโรคนี้ด้วย โดยหนูน้อยเบนจามิน สเตซี่ ที่มีเชื้อสายฟูเกต เป็นคนในตระกูลล่าสุดที่เป็นโรค โชคดีที่เด็กชายไม่เป็นมาก เพียงไม่นานหลังจากเกิดก็หาย ปัจจุบันเด็กชายอายุ 8 ขวบ

อันดับ 6 โรคอลิซในแดนมหัศจรรย์ หรือ "ไมครอพเซีย"
เกิด จากความผิดปกติของสมอง ที่แปรสัญญาณไปยังสายตาผู้ป่วยให้มองทุกอย่างเล็กจากความเป็นจริง ทั้งที่สายตาของผู้ป่วยไม่มีความผิดปกติใดๆ เช่น มองสุนัขที่เลี้ยงไว้ ก็จะเห็นว่ามีขนาดเท่าหนู รถยนต์คันใหญ่ ก็จะเห็นว่ามีขนาดเท่ากับรถเด็กเล่น

อันดับ 5 Cutaneous Porphyria หรือ โรคที่มีอาการผิดปกติทางผิวหนังเกิดอาการแพ้แสง
โรคโพรพีเรีย มาจากภาษากรีซ คำว่า porphyrus ซึ่งแปลว่า สีม่วง ( purple ) เป็นโรคที่มีอาการผิดปกติทางผิวหนังเกิดอาการแพ้แสง จะเกิดเป็นแผลพุพอง ทำให้บวม และเนื้อเยื่อผิวตายจนเป็นแผล อวัยวะส่วนยื่นเป็นระยางยื่น เช่นจมูก นิ้วมือนิ้วเท้า จะเกิดเป็นแผลเรื้อรัง จนหลุดขาดออกจากร่างกาย, ริมฝีปากจะเกิดอาการดึงรั้ง จนมองเห็นฟันชัดเจน นอกจากนั้นยังเห็นเล็บ ปัสสาวะเป็นสีม่วง, ชมพู, สีน้ำตาล หรือดำ ด้วยอาการแพ้แสงทำให้ผู้ป่วยกลัวแสง และออกจากบ้านเฉพาะเวลากลางคืน ทำให้หลายคนเรียกโรคนี้ว่าโรคผีดูดเลือด ส่วนการรักษาทำได้โดยการให้เลือด,ถ่ายเลือด(ในสมัยโบราณจะใช้การให้ดื่ม เลือด) และกระเทียมมีการเคมีบางตัวที่ใช้รักษาโรคโพรพีเรีย ทำให้ผู้ป่วยบางคนกลัวกระเทียม

อันดับ 4 โรคเส้นบลาชโค (Blaschko"s lines)
ผู้เป็นโรคจะลายริ้วๆ ไปทั้งตัวนับ เป็นโรคหายากอีกโรคหนึ่ง ไม่สามารถอธิบายได้ตามหลักกายวิภาค ผู้ที่กล่าวถึงโรคนี้เป็นครั้งแรกคือนายแพทย์อัลเฟรด บลาชโค แพทย์ด้านผิวหนังชาวเยอรมัน ที่กล่าวถึงอาการของผู้เป็นโรคเมื่อค.ศ.1901 บริเวณกระดูกสันหลังจะเป็นเส้นรูปตัว V บริเวณหน้าอก ท้อง และข้างลำตัวจะเป็นเส้นรูปตัว S 5.โรคพิคา หรือโรคที่กินวัตถุที่ไม่สามารถบริโภคได้ ผู้ ที่เป็นโรคจะมีความอยากกินวัตถุที่ไม่ใช่อาหารมาก เช่น ดิน กระดาษ กาว โคลน ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่มีวิธีรักษา แต่เป็นไปได้ว่าร่างกายขาดแร่ธาตุบางอย่าง

อันดับ 3 โรคจัมพิ่ง เฟรนช์แมน ออฟ เมน (Jumping Frenchman of Maine Disorder)
เป็น โรคที่นายแพทย์จอร์จ มิลเลอร์ เบียร์ด อธิบายไว้เป็นคนแรก เมื่อค.ศ.1878 คาดว่าผู้ป่วยที่เขาพบนั้นเป็นชายชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส ผู้ป่วยจะเกิดอาการเมื่อถูกกระตุ้น เช่น ถ้าตะโกนดังๆ ให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งผู้ป่วยก็จะทำตามนั้น เช่น มีผู้ตะโกนว่า "ตบหน้าเมีย" ก็จะกระโดดเข้าไปตบหน้าภรรยาของตนเองทันที หรือถ้าได้ยินประโยคแปลกๆ ประโยคที่เป็นภาษาต่างประเทศ ก็จะพูดประโยคนั้นๆ ซ้ำไปซ้ำมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้

อันดับ 2 โรคแวมไพร์ซินโดรม
ได้ชื่อว่าแวมไพร์ต้องนึกถึงผีค้างคาวดูดเลือดที่ ออกอาละวาดในยามราตรี แต่กลัวแสงสว่างเป็นที่สุด ผู้ป่วยโรคนี้ก็เช่นกัน คือกลัวแสงสว่าง เพราะเมื่อถูกแสงแดดแล้วจะเจ็บปวดอย่างมหาศาล ผิวแห้งแตกเป็นขุย มีรอยไหม้

อันดับ 1 โรคค็อดทาร์ดหรือโรคศพเดิน (Walking Corpse Syndrome)
เป็น หนึ่งในโรคทางจิต ตั้งชื่อตามนายแพทย์จูลส์ ค็อดทาร์ด แพทย์ด้านสมองชาวฝรั่งเศส ที่พบว่าผู้ป่วยคนหนึ่งของเขาเป็นโรคนี้ นายแพทย์ค็อดทาร์ดกล่าวถึงผู้ป่วยที่เขารักษาว่า "เธอไม่เชื่อว่าเธอมีอวัยวะ จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องกินอาหาร" ผู้ป่วยมีความเชื่อว่าสูญเสียอวัยวะสำคัญ แม้กระทั่งสูญเสียวิญญาณ ผู้ที่เป็นมากๆ จะเชื่อว่าตนตายไปแล้ว ทั้งยังได้กลิ่นเหม็นเน่าจากเนื้อของตัวเอง รู้สึกว่าเหมือนหนอนกำลังกัดกินเนื้อ บางคนเชื่อว่าตัวเองไม่มีกระเพาะ จึงไม่กินอาหาร เป็นไปได้ว่าผู้ที่เป็นโรคเสพยาบ้า โคเคน มากเกินไป และอาจเกี่ยวข้องกับโรคจิตเภท โรคอารมณ์แปรปรวน

ไขปริศนา “ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน!”

ไขปริศนา “ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน!”



คำถามโลกแตกที่ขึ้นชื่อที่สุดก็น่าจะเป็นคำถามที่ว่า “ไก่กับไข อะไรเกิดก่อนกัน?” เมื่อก่อนน่ะอาจจะ
ตอบยากจริง ๆ แต่ในยุคปัจจุบัน เมื่อมาคิดมันให้ดี ๆ แล้ว คำถามนี้ก็ไม่สมควรที่จะได้ชื่อว่า “คำ
ถามโลกแตก” เลยซักนิด…


คำตอบของเรื่องนี้เราทุกคนต่างรู้กันดีอยู่แล้ว ก็อย่างที่เราเรียนกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยม ในเรื่องทฤษฎี
วิวัฒนาการ มันง่ายนิดเดียวที่จะหาคำตอบ ในเมื่อนกวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื่อนคลาน ดังนั้น นกตัว
แรก ก็ควรจะฟักออกมาจากไข่ของสัตว์เลื้อยคลานน่ะสิ สืบกันขึ้นไปแล้ว กว่าที่สัตว์เลื่อนคลานจะ
กลายมาเป็นสัตว์ปีกมีขนอย่างไก่ “ไข่” ควรจะเกิดก่อน “ไก่” อยู่นานพอสมควรเลยทีเดียว



แต่ก็นั่นแหละ ทุกคนไม่อยากจะคิดไกลอย่างนั้น เพียงเพราะต้องการให้คำถามนี้เป็นคำถามโลกแตกต่อไป…

พูดถึงเรื่องของไข่ ที่ดูกลม ๆ ธรรมดา ๆ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก



ไข่นั้นก็เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ มันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ตาเห็นเลยสักนิด แค่คำว่า
“ไข่” คำเดียวก็สามารถตีความไปได้ถึงสองทาง สำหรับนักชีววิทยาแล้ว ไข่คือเซลล์สืบพันธุ์ของเพศ
เมีย ที่เมื่อผสมกับตัวอสุจิของเพศผู้ก็จะพัฒนาไปเป็นตัวอ่อน



ในไข่ของแม่ไก่ เซลล์จิ๋วสองเซลล์นี้จะรวมตัวกันในส่วนเล็ก ๆ ที่เรียกว่าบลาสโตดิสก์
(blastodisc) ซึ่งล้อมรอบด้วยแหล่งสะสมอาหารสำหรับเลี้ยงลูกไก่ให้เจริญเติบโต นั่นคือไข่แดง



รอบ ๆ ไข่แดงก็คือไข่ขาว ซึ่งเต็มไปด้วยสารอาหารเหมือนในไข่แดง แต่หน้าที่หลักของมันคือปกป้อง
ไข่แดงที่ถูกยึดให้อยู่กลางฟองด้วยขั้วไข่แดงสองขั้ว



ส่วนที่หุ้มไข่ขาวไว้คือเปลือกไข่ซึ่งทำจากแคลเซียมคาร์บอเนต (ที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกและยา
เม็ดแก้ท้องอืด) ที่เปลือกไข่จะมีรูพรุนเพื่อให้ลูกไก่ได้หายใจเอาอากาศที่ถูกกักเก็บอยู่ในช่องว่าง
ระหว่างไข่ขาวและเปลือกไข่เข้าไป น่าแปลกที่แม่ไก่สามารถผลิตไข่ทั้งฟองขึ้นมาโดยใช้เวลาเพียง
หนึ่งวันเท่านั้น



เนื่องจากเปลือกไข่นั้นเต็มไปด้วยรูพรุนเล็ก ๆ ดังนั้น ถ้าเราเก็บไข่ไว้นานเกินไป จะทำให้ไข่แดง
และไข่ขาวแห้งจนหมด เพราะมันจะคอยดูดอากาศเข้าไปข้างใน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมไข่เน่าจึงลอยน้ำได้



เกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับไข่ไก่คือ ถ้าอยากรู้ว่าไก่ตัวไหนจะออกไข่สีอะไร ก็ให้ดูที่ติ่งหู
ของแม่ไก่ แม่ไก่ที่มีติ่งหูสีขาวก็จะออกไข่สีขาว ส่วนแม่ไก่ที่มีติ่งหูสีแดง จะออกไข่สีน้ำตาล ดังนั้น
ความเชื่อที่ว่า สีของไข่ไก่ขึ้นอยู่กับอาหารที่กินเข้าไปนั้นจึงผิด เพราะที่จริงมันขึ้นอยู่กับพันธุ์ของแม่ไก่
ต่างหาก





ที่มา : indepencil

10 เรื่องเข้าใจผิดสุดฮา ที่เกี่ยวกับโปรแกรมเมอร์ (แต่โปรแกรมเมอร์อาจจะไม่ฮา)

โปรแกรมเมอร์นับได้ว่าเป็นอีกวิชาชีพหนึ่งที่ต้องใช้ความสามารถที่สูง ซึ่งหลักๆ แล้วจะมีความชำนาญในเรื่องของการเขียนโปรแกรม เขียนเว็บไซต์เป็นหลัก แต่จะว่าไปคนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องคอมพิวเตอร์หรือไม่ได้เรียนสายไอทีมานั้น อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าโปรแกรมนั้นเก่งไปซะหมดในเรื่องของคอมพิวเตอร์ (หรืออะไรก็ตามที่เสียบปลั๊กได้) เรียกได้ว่าซ่อมนู้นนี่นั่นได้หมดทุกสรรพสิ่ง ว่าแล้วทางเพจ javathailand ก็เลยออกมาบอกถึงสิ่งที่คนส่วนมาก เข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับโปรแกรมเมอร์ทั้ง 10 เรื่อง มีอะไรน่าสนใจบ้าง ลองชมกันดูเลย
1. มันซ่อมคอมได้
2. มันใช้ออฟฟิศเป็น word, excel, powerpoint

3. มันเดินสายแลนคล่อง

4. มันซ่อมปริ้นเตอร์ได้

5. มันตกแต่งภาพด้วย Photoshop สวยงาม

6. มันทำนามบัตรเป็น

7. มันเขียนโค้ดแป็บเดียว งานก็เสร็จ

8. มันชอบอยู่หน้าคอมตลอดเวลา
9. มันไม่กินเหล้า ไม่เที่ยว เนิร์ดเลเวลสุดท้าย10. มันพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง
จัดได้ว่ามีแต่เรื่องฮาๆ ทั้งนั้นเลย แต่จะว่าไปถ้าบรรดาโปรแกรมเมอร์มาเห็นทั้ง 10 ประการนี้ อาจจะฮาไม่ออกก็เป็นไปได้ ว่าแต่เพื่อนๆ คนไหนมีจะเสริมเพิ่มเติมอะไรอีกไหม นอกเหนือจาก 10 ประการนี้

คุณดูน่ากินแค่ไหน…ในสายตายุง



ยุงธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่ไม่ใช่ยุงลาย ไม่ใช่ยุงก้นปล่องเนี่ย
เราจะเรียกมันรวม ๆ ว่ายุง แต่ได้ยินฝรั่งเขาเรียกมันว่า

“tree hole mosquito”

ประมาณว่า ยุงโพรงต้นไม

    ยุงที่กัดเรานั้นคือยุงตัวเมีย เพราะมันต้องการโปรตีนจากเลือด
    ไปสร้างรังไข่ และวางไข่ ยุงตัวผู้ส่วนมากจะกินน้ำหวาน
    สำหรับยุงแล้วคนเราก็เป็นแหล่งอาหาร มันกัดทุกคนแหละ
    แต่ถ้ามีตัวเลือกหลายแบบ พวกยุงก็เลือกอาหารเหมือนกันนะ

1. ยุงชอบกัดคนที่เลือดกรุ๊ป O มากที่สุด และชอบ
เลือดกรุ๊ป A น้อยที่สุด ส่วนกรุ๊ป B ยุงบอกว่า รสชาติพอทน

2. ยุงไม่ได้เลือกอาหารที่หน้าตา สำหรับยุงแล้ว
ใครที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามาก คนนั้นก็น่ากินมาก
ยุงตรวจจับปริมาณคาร์บบอนไดออกไซด์ที่ออกจากสิ่งมีชีวิตได้ไกลถึง 164 ฟุต

3. คนที่น่าหม่ำสำหรับยุงคือ คนตัวใหญ่ คนอ้วน คนเหงื่อเยอะ
คนเพิ่งออกกำลังกาย คนใส่น้ำหอม คนดื่มเหล้า คนกลิ่นตัวแรง
และคนท้อง เพราะคนเหล่านี้จะปลดปล่อยความร้อน กลิ่น
และคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากกว่าคนทั่วไป

4. นอกจากกลิ่นและความร้อนแล้ว ยุงยังใช้การมองเห็นบ้างเหมือนกัน
ในการหาเป้าหมาย ถ้าตัดเรื่องคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
คนที่แต่งตัวด้วยสีที่มืดทึบเห็นได้ชัด อย่างสีดำ น้ำเงินเข้ม
หรือแดง ก็ดูน่ากินว่าพวกสีซีด ๆ

10 อันดับผู้หญิงโหดโลกไม่ลืม

10 อันดับผู้หญิงโหดโลกไม่ลืมอย่าง ที่ทุกๆ คนได้อ่านกัน ฆาตกรไม่ใช้แต่มีเพศชายเท่านั้น เพศหญิงก็มี และบางที่ผู้หญิงอาจโหดกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ และนี้คือสิบรายการของฆาตกรหญิงที่ชั่วร้าย(โดยส่วนใหญ่) ที่มีชื่อเสียงเรื่องความน่ากลัวและความเกลียดชังของบรรดาคนในประเทศที่พวก เธอได้ก่อวีรกรรมไว้ที่ยากจะให้อภัย แน่นอนเนื้อหาในแต่ละดับเราจะอธิบายลักษณะของพวกเธอโดยสังเขป



1 เอลิซาเบธ บาโธรี่ (Elizabeth Bathory)
( 1560-1614) แน่นอนอันดับ 1 น้อยคนนักจะไม่รู้จักเธอ นักฆ่าชื่อเหม็นที่สุดในฮังการีและของโลกที่ฆ่าคน เพราะคิดว่าถ้าเอาเลือดมา ชำระร่างกายผิวเธอจะสวยสดตลอดกาล......โดยเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อมีข่าวลือ หลายปีเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงชาวไร่ชาวนาหายไปในเขตการปกครองของพระองค์ จนกษัตริย์แมทเทียสที่ 2 ต้องออกมาทำการตรวจค้นที่ปราสาทของเธอและจนได้พบศพของเด็กหญิงที่ตายอย่าง โหดร้ายสุดจะบรรยาย เช่น ร่างพรุนด้วยเข็ม ศพไหม้ หรือศพโดนตัดแขนหรือขาหรือส่วนสำคัญของร่างกายออก บางศพมีการบิดเนื้อบิดหน้าแขน และส่วนเกี่ยวกับร่างกายอื่นๆ และทำให้อดอาหารตาย โดยเหยื่อทั้งหมดถูกคิดว่าให้ตัวเลขเกินกว่าร้อยศพ แต่เนื่องจากสถานะเกี่ยวกับสังคมของเธอจึงไม่ถูกประหาร แต่ให้ขังตลอดชีวิตในห้องขังเดี่ยวๆ ใต้หอคอยแทนจนกระทั้งขาดใจตายในที่สุด

2 แคทเธอรีน ไนท์ (Katherine Knight)
(1956 - ??) แคทเธอรีน ไนท์ สตรีชาวออสเตรเลียนคนแรกให้ประหารชีวิตโดยไม่มีการอุทธรณ์ เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าสามีเธออย่างโหดมที่สุดเท่าที่โลกมีมา เธอเคยบดฟันปลอมของสามีเก่าคนหนึ่งของเธอจนแหลกละเอียด และปาดคอลูกสุนัขอายุ 8 สัปดาห์ของสามีอีกคนหนึ่งก่อนจะเชือดตาของเขาออก แต่ดังที่สุดคือคดีฆ่า นายจอห์น ชาร์ล โธมัส ไพรซ์ เมื่อนายไพรซ์ยื่นฟ้องต่อนางแคทเธอรีนขอหย่า จนนางไนท์แค้นมาก เลยใช้มีดแล่เนื้อ แทงนายไพรซ์ถึงแก่ความตาย เขาถูกแทงอย่างน้อย 37 ครั้ง ทั้งหน้าและหลังและหลายแผลแทงทะลุอวัยวะภายในที่สำคัญหลายแห่ง จากนั้นเธอก็ถลกหนังเขาแล้วแขวนหนังที่ถลกแล้วไว้กับ ขอบประตูห้องนั่งเล่น ตัดหัวเขาออกแล้วใส่ในหม้อซุป อบส่วนสะโพกบั้นท้ายของเขา แล้วเตรียมน้ำเกรวี่และผักเพื่อเป็นเครื่องเคียงเนื้ออบ โดยอาหารมื้อพยาบาทนี้ถูกจัดเตรียมไว้ให้เด็กๆ ในบ้านกิน........ แต่โชคดีที่ตำรวจมาเจอก่อนที่เด็กๆจะกลับถึงบ้าน

3 เออร์ม่า เกรเซอ (Irma Grese)
(1923 -1945) อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าภูมิใจ(ในความอัปยศ)ของนาซีในยุคหลัง เออร์ม่า เกรเซอ หรือ "หญิงเลวแห่งเบลเซ่น" เธอเป็นทหารรักษาการณ์ที่แคมป์กักกันเรเวนส์บรุคค์, ค่ายนรกเอาสช์วิทซ์ และ เบอร์เย่น - เบลเซ่น ถูกย้ายมาประจำการที่เอาสช์วิทซ์ในปี1943 โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพลสำรองพิเศษหน่วยควบคุม ดูแล ซึ่งเป็นยศที่ใหญ่เป็นลำดับสองของทหารหญิงในค่าย ในวันสิ้นปี เธอจับนักโทษหญิงชาวยิวกว่า 30,000 คน มาสนุกกับเกมส์ของเธอ ประกอบด้วย ทารุณกรรมเหล่านักโทษด้วยให้สุนัขที่ถูกฝึกฝนและกำลังหิวโหยกัด, การทารุณกรรมทางเพศต่างๆจนนักโทษรับไม่ไหว, การยิงปืนตามอำเภอใจ, การตีอย่างทารุณด้วยแส้แบบเปีย และเลือกนักโทษเข้าห้องรมแก๊ส เธอชอบเรื่องซาดิสต์ทรมานคนมากๆ จนนักโทษหลายคนในค่ายรู้จักเธอดีในภาพลักษณ์หญิงใส่รองเท้าบูทหนักและพกปืน สั้นเพื่อให้สะดวกในการทรมานนักโทษ

4 อิลซ่า คอชห์ (Ilse Koch)
(1906 - 1967) ได้รับฉายาเยอะจริงสำหรับผู้หญิงคนนี้ เช่น "นางแม่มดแห่งบูเชนวาล์ด" , "หญิงเลวแห่งบูเชนวาล์ด" เธอเป็นภรรยาของนายพลคาร์ล คอชห์ ผู้บัญชาการแห่งค่ายกักกันของนาซีประจำค่ายบูเชนวาล์ ด(1937-1941) และมาจดาเนค (1941-1943) เธอเป็นคนบ้าอำนาจมากและเมื่อเธอได้ทำงานแทนสามี เธอก็มีเวลาว่างแสนสนุกสนานกับการทรมานและข่มขืนนักโทษในค่ายกักกันจนฉาวโฉ่ จนเป็นที่ร่ำลือในความโลกีย์ ว่ากันว่ารอยสักตามตัวของเธอนั้นจากการสังหารคนในค่ายกักกันหนึ่งคนต่อ หนึ่งขีด (ขีดในร่างกายเธอมีประมาณ 250,000 ขีด!!) แต่ผลสุดท้าย เธอแขวนคอฆ่าตัวตายใน เรือนจำหญิงอิคช์แอคช์ ในวันที่ 1 เดือนกันยายน ปี 1967

5 แมรี่ แอนน์ คอตต้อน (Mary Ann Cotton)
(1832 - 1873) นางแมรี่ แอนน์ คอตต้อน สตรีชาวอังกฤษ เป็นนักฆ่าต่อเนื่องเพื่อผลประโยชน์อีกรายหนึ่ง แต่งงานเมื่ออายุ 12 ปีกับ นายวิลเลียม มาวเบรย์ คู่แต่งงานใหม่นี้อาศัยที่ไพลเมาท์ เมืองเดวอน ต่อมาพวกเขามีลูกด้วยกันห้าคน สี่คนตายเพราะโรคกรดในกระเพาะอาหารและปวดท้องอย่างรุนแรง จากนั้นพวกเขาก็ย้ายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังตามมา เมื่อลูกที่เลี้ยงตายถึงห้าคนในระยะเวลาไล่เลี่ยงกัน ต่อมานานวิลเลียมก็ตามลูกๆ ไปด้วยโรคลำไส้ไม่ทำงานในเดือนมกราคม ปี 1865 ประกันสังคมของอังกฤษจ่ายเงินสินไหมชดเชยให้เธอถึง 35 ปอนด์สเตอริง แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังไม่สิ้นสุด เพราะต่อมา สามีคนที่สองของเธอ จอร์จ วาร์ด ก็เสียชีวิตเพราะปัญหาเกี่ยวกับลำไส้เช่นเดียวกับหนึ ่งในลูกอีกสองคนที่ เหลือของเธอ ด้วยการตายถี่ของคนในครอบครัวแมรี่ทำให้มีการสอบสวนเ กิดขึ้น จนพบว่า นาง แมรี่ แอนน์ มีความผิดฐานวางยาสามีสามคน, คู่รัก, เพื่อน, แม่ของเธอ, และลูกๆอีกหนึ่งโหล ทั้งหมดเสียชีวิตจากอาการป่วยที่ท้อง ผลคือเธอถูกแขวนคอที่ เดอร์แฮม เคนท์ตี้ กาออล ในวันที่ 24 เดือนมีนาคม ปี 1873 ด้วยข้อหาฆาตกรรมด้วยการวางยาพิษสารหนู เธอตายอย่างช้าๆ เพราะเพชฌฆาตใช้เชือกแขวนคอสั้นเกินไปสำหรับการประหาร

6 เบลล์ กันเนส (Belle Gunness)
(1859 - 1931) เบลล์ กันเนส เจ้าของฉายา "ผู้หญิงเคราน้ำเงิน" เป็นหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุดในอเ มริกา ด้วยส่วนสูง 6 ฟุต (183 เซนติเมตร) และหนักกว่า 200 ปอนด์ (91 กิโลกรัม) เชื้อชาตินอร์วีเจียนที่ตัวใหญ่และแข็งแรง โดยเธอใช้ร่างกายอันใหญ่ยักษ์นี้สังหารสามีของเธอทั้ งสองคนและลูกๆทั้งหมด ของเธอโดยฆ่าเพื่อหวังเงินประกันชีวิตและขโมยทรัพย์ส ินเอามาเข้ากระเป๋าของ เธอ นอกจากนั้นยังมีรายงานมากมายว่าเธอน่าจะฆ่าคนมากกว่า หนึ่งร้อยราย แต่เธอดันชิงฆ่าตัวตายก่อนโดยการเผาตนเองพร้อมบ้าน แต่ผลชันสูตรศพของเธอนั้นหลายฝ่ายไม่เชื่อว่าศพนี้เป ็นของเธอ เพราะศพนั้นเตี้ยกว่าส่วนสูงของเบลล์ถึงหกฟุต ต่างกันถึงสองนิ้ว ??

7 เบเวอรี่ เอลลิทท์ (Beverly Allitt)
(ค.ศ. 1968-??) ได้รับฉายาหนึ่งว่า "นางฟ้าแห่งความตาย" เบเวอรี่ เกลิ เอลลิท หนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่ชาวอังกฤษที่เป็นที่รู้จักก ันดี เธอทำงานเป็นนางพยาบาลดูแลเด็ก และถูกจับในข้อหาฆาตกรรมเด็ก 4 คน และทำให้บาดเจ็บสาหัสอีก 5 คน(ที่จริงมากกว่านั้น) โดยการฉีดสารอินซูลินหรือโพแทสเซียมที่ใช้เพื่อเร่งการทำงานของหัวใจมากเกิน ไป จนเด็กตายอย่างทรมาน ซึ่งปัจจุบันเธอยังอยู่ในคุกเพราะอังกฤษไม่มีโทษประหารชีวิต

8 ราชินิ อิสเบลล่า แห่ง แคสไทล์ (Isabella of Castile)
(1451 - 1504) ราชินิอิซซาเบลล่าที่หนึ่ง แห่งสเปน เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้อุปถัมภ์ของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส กับพระสวามีของพระนาง กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งราชวงศ์อารากอน ทั้งสองพระองค์ร่วมกันมีส่วนในการรวมประเทศสเปนภายใต ้การนำของหลานชายของ พระองค์ โดยแผนการรวมชาตินี้ ราชินิอิสเบลล่าได้ แต่งตั้งให้ นายพล โทมาส เดอ ทอร์คิวมาดา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน (แบบทรมาน) รุ่นแรกๆ เป็นผู้บัญชาการในการสอบสวนทรมาน จนวันที่ 31 เดือนมีนาคม ค.ศ.1492 มีบันทึกว่าเป็นวันออกกฤษฎีกาแอลฮัมบราโดยมีคำสั่งขั บไล่ ชาวยิวและชาวมุสลิมออกนอกประเทศ นอกจากนั้นประชาชนราว 2 แสนคนที่หลงเหลืออยู่ในประเทศสเปนถ้าไม่เปลี่ยนศาสนา จะถูกจับมาลงโทษอย่าง ทารุณ ในปี ค.ศ. 1974 สันตะปาปาพอลที่ 6 กล่าวถึงการกระทำของพระนางว่าสมควรทำและอวยพร ให้พระนางเป็นนักบุญ ในโบสถ์นิกายคาทอลิก ในฐานะข้ารับใช้ของพระเจ้า.....


9 ไมร่า ฮินด์ลีย์ (Myra Hindley)

(1942 - 2002) ไมร่า ฮินด์ลีย์ และคู่รักเอียน เบรดี้ เป็นผู้ก่อคดี "ฆาตกรรมแห่งท้องทุ่ง" โดยเหตุเกิดที่แถวเมืองแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักรใน ราวช่วงทศวรรษที่ 60 ฆาตกรโหดคู่นี้ถูกจับเพราะกระทำการลักพาตัว, ทารุณกรรมทางเพศ, ทรมานและฆาตกรรม เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 3 คน และเด็กวัยรุ่นอายุ 16 และ 17 ปี โดยหลักฐานที่พบประกอบด้วย เทปที่บันทึกระหว่างกำลังฆาตกรรมที่มีเสียงผู้ตายกำล ังกรีดร้อง ขณะที่ไมร่าและเบรดี้กำลังข่มขืนและทรมาน ในระหว่างการสอบสวนและวันตัดสินเธอยังมีท่าทีกินลูกอ มอย่างไม่สะทกสะท้าน ซ้ำทำตัวท่าทางกร่างและแสดงความยโสโอหัง จนกลายเป็นลักษณะพิเศษที่เป็นที่จดจำของเธอ จนกลายเป็นบุคคลคนที่ชาวอังกฤษเกลียดชังที่สุดในประว ัติศาสตร์


10 ควีนแมรี่ ที่ 1 (Queen Mary I)

(1516 - 1558) ราชินีแมรี่เป็นพระธิดาพระองค์เดียวใน กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 และพระนางแคทเธอรีน แห่งอารากอน พระองค์เคยเกือบสวรรคตในช่วงวัยทารกมาแล้วแต่รอดมาได ้ และขึ้นครองราชย์สมบัติหลังจากพระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 6 สิ้นพระชนม์ ด้วยการปลดราชินีเก้าวันอย่าง เลดี้เจน เกรย์ออก และเมื่อขึ้นครองราชย์แทน โดยชูนโยบายที่พระองค์เน้นมากคือการที่ทำให้อังกฤษเป ็นประเทศที่นับถือนิกาย คาธอลิกอย่างเดียว พระองค์เลยคิดหาทางกำจัดพวกโปรแตสแตนท์ในประเทศให้หม ดสิ้น โดยใช้หลายวิธีไม่เลือก สาวกนิกายโปรแตสแตนท์ที่มีชื่อเสียงหลายคนถูกจับประห าร ทำให้พระนางมีนามหนึ่งว่า "Bloody Mary" หรือ "แมรี่บ้าเลือด" ซึ่งฉายานี้มาจากการจับสาวกนิกายโปรแตสแตนท์ ขึ้นแขวนคอบนตะแลงแกงในคราวเดียวกว่า 800 คน